Jessica

Owner, Reader, Private Tutor, Lifelong-learner

เพชรพระอุมา: พนมเทียน 12/19/2012

ก่อนจะมาอ่าน ก็ขอเล่าเรื่องที่มาของหนังสือ ตามธรรมเนียมทุกครั้งที่ทำ แต่เล่มนี้ยาวหน่อยนะ ๕๕๕๕

นานมาแล้ว เมื่อสิบปีที่แล้ว ตอนม.๒ นายตั่ง เพื่อนทางอินเตอร์เน็ตที่ยังเป็นเพื่อนกันมาจนทุกวันนี้ได้เคยบอกไว้ว่า “อ่านเพชรพระอุมาสิ ต้องอ่านนะ” เราก็เออออๆไปตามเรื่อง แล้วก็ไม่ได้คิดจะอ่านอะไร เพราะมันยาวเหลือเกิน บวกกับไม่ค่อยชอบอ่านแนวผจญภัยบุกป่าฝ่าดงอะไร

แล้วแป๊บเดียว สิบปีผ่านไป ก็ไปหาหนังสือนิยายอ่านที่ TK park ตามปกติ เดินไปเดินมา หาหนังสือไม่ถูกใจสักที จนกระทั่งไปถึงหมวดนิยาย เจอผู้ชายมีอายุยืนดูหนังสืออยู่ เลยเกิดอาการสงสัย …มีผู้ชายอ่านนิยายด้วยเหรอ… เงยหน้าดูที่ชั้นหนังสือ อ้อ เพชรพระอุมานี่เอง แล้วก็ผ่านไป ไปเดินหาหนังสืออ่านอีกร่วมชั่วโมง จนกระทั่งกลับมาที่เดิม ก็คิดกับตัวเองว่า …ถ้ามีเล่ม ๑ จะอ่านละกันนะ… และก็มีจริงๆ เลยทำให้ได้ฤกษ์อ่านเสียที

ทีนี้ในครั้งเดียวกันนั้น ก็หยิบมาเล่มเดียว จะลองอ่านดูก่อน แล้วก็ไปหาเล่มอื่นต่อ …บังเอิญว่าเราไปเจอสมบัติพระศุลี ของแฮกการ์ด ที่แปลเป็นไทยโดยขุมพลอย ซึ่งในคำนำเขียนว่าเป็นต้นแบบของเรื่องเพชรพระอุมา ก็เลยยืมกลับมาเลยทั้งสองเล่ม

อ่านเพชรพระอุมาเล่ม ๑ จบแล้วก็อ่านสมบัติพระศุลีต่อ …แล้วก็พบว่า…มันเหมือนกันแทบเป๊ะๆ จนเราต้องไปหาฉบับภาษาอังกฤษต้นฉบับมาอ่านอีกรอบ เพื่อจะยืนยันว่าก๊อปจริงรึเปล่า แล้วก็พบว่าสำหรับไพรมหากาฬ เล่ม ๑ นั้นก๊อปมาจริงๆค่ะ แทบจะคำต่อคำ paragraph ต่อ paragraph เลย อย่างที่ยกตัวอย่างไว้ใน blog นี้

ประเด็นอยู่ที่ว่า ในคำนำของเรื่องสมบัติพระศุลี พนมเทียนได้บอกไว้ว่า เขาไม่ได้ก๊อปมานะ เขาก๊อปมาแต่โครงเรื่อง ส่วนอื่นๆน่ะเป็น idea ของเขาอย่างแท้จริง แต่พอเราได้มาเจอก๊อปแบบคำต่อคำอย่างใน blog ที่ว่าไป เราเลยเกิดอาการไม่อยากจะอ่านต่อ …ดองไว้ เลิกอ่านละ… จนกระทั่งอ่านศิวาราตรีจบ ด้วยความที่ประทับใจในปลายปากกาของพนมเทียน จึงมีแรงบันดาลใจอยากจะอ่านเพชรพระอุมาต่อให้จบ

เรื่องราวก็เอวังด้วยประการฉะนี้ …ดูเป็นคนมีเรื่องราวเนอะ ๕๕๕๕…

anyway ก็เอาเป็นว่า ณ ปัจจุบันนี้ อ่านจบแล้ว

 

 

เนื้อเรื่องในภาค ๑ ก็คือการออกติดตามนายชด ประชากร ซึ่งจริงๆคือม.ร.ว.อนุชา วราฤทธิ์ ที่หายตัวไปหลังจากไปตามหาขุมเพชรพระอุมา ในทีมนายจ้างก็คือ ม.ร.ว.เชษฐา พี่ใหญ่ ม.ร.ว.ดาริน น้องสาว และไชยยันต์ เพื่อนสนิท จึงว่าจ้างให้รพินทร์ ไพรวัลย์ สุดยอดพรานแห่งหนองน้ำแห้ง นำทางไป โดยมีพรานคู่ใจคือ บุญคำ เกิด เส่ย และจัน และมีลูกหาบผู้ลี้ลับแงซายไปด้วยอีกคน

ส่วนเนื้อเรื่องในภาคสอง รพินทร์ได้รับการว่าจ้างจากสหรัฐอเมริกาให้นำทีมค้นหาออกหาซากเครื่องบิน ที่ขนระเบิดนิวเคลียร์ แล้วอยู่ๆก็หายไปในบริเวณลี้ลับที่รพินทร์ได้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนติดตามนายชด ฝ่ายดารินเองก็กลัวว่ารพินทร์จะถูกฆ่าหลังจากงานเสร็จ จึงออกติดตามไปอีกทางหนึ่ง ต่างคนต่างไปแต่ในที่สุดก็ไปพบกันในมรกตนคร แต่งงานกันโดยมีแงซายทำพิธีให้

 

 

ส่วนตัวไม่ได้ประทับใจกับเรื่องนี้เท่ากับเรื่องศิวาราตรี ที่ภาษาสวย ดำเนินเนื้อเรื่องสั้น กระชับ …จริงๆถ้าเรื่องศิวาราตรีจะบรรยายอย่างเพชรพระอุมา หนอนหนังสือคงจะฟินไปตามๆกันเพราะได้เสพภาษาสวยๆ… กลับมาที่เพชรพระอุมา ประทับใจคือความพยายามในการบรรยาย แบบที่เรียกว่า show don’t tell (ที่คุณปองพล อดิเรกสาร เขียนไว้ในคำนิยม) แต่ละฉากเต็มไปด้วยรายละเอียดอย่างมาก จนทำให้เรารู้สึกว่าการดำเนินเรื่องอืดมากกกกกกกก โดยเฉพาะเรื่องคำพูด …พูดกันยาวๆ แบบผ่านไปสิบหน้ายังคุยไม่จบเรื่องเลย…

ส่วนอีกเรื่องที่เราว่าน่าจะเป็นจุดเด่นของเรื่องนี้คือการให้ความรู้เรื่องปืน …เพราะตัวจริงของพนมเทียนก็เป็นนักเขียนเรื่องปืนอยู่แล้ว… เลยเอามาใส่เต็มที่ สำหรับเราไม่ได้สนใจอะไรมากมาย เพราะพอลอง search ดูรูปปืนแล้ว ก็พบว่าหน้าตามันคล้ายๆกันหมดเลย ๕๕๕๕ (ยกเว้นแต่ .๖๐๐ ไนโตร ของไชยยันต์นั่นแหละ ที่สั้นกว่ากระบอกอื่นๆ)

และก็คงต้องบอกว่าเราได้ความรู้เรื่องป่าๆจากเรื่องนี้เยอะเลยล่ะ อ่านอะไรแล้วสงสัยก็มา search ต่อ เลยทำให้เด็กเมืองอย่างเรารู้ว่ากระซู่คือแรด ๒ นอ, ลูกไข่เน่าหน้าตาเป็นยังไง, หรือว่าลูกทอยที่ใช้ปีนคืออะไร ฯลฯ

ส่วนจุดที่เราไม่ชอบคือเรื่องฆ่าสัตว์ อ่านแล้วสงสารสัตว์ทั้งหลายมากมาย …แต่ก็นะ มันเป็นจุดขายของเรื่องป่าๆ การผจญภัยนิ่นะ… ถ้าอยากอ่านให้จบก็ทนเอาละกันนะ (ก็เลยทนไป ๕๕๕๕๕)

อ้ออีกเรื่อง ศัพท์แสงในเรื่องนี้ออกจะล้าสมัย โบราณไปแล้วสำหรับปัจจุบัน อย่าง คิว.อี.ดี. และ ซ.ต.พ…. ภาคแรกงงกับ คิว.อี.ดี. ส่วนภาคสองงงกับ ซ.ต.พ. และก็ไป search มา พบว่า …มีคนงงเหมือนเราด้วย ๕๕๕๕ (แต่จริงๆถ้าจะให้ถูกน่าจะเป็น ซ.พ.ล. ซึ่งพิสูจน์แล้ว …ว่ามะ?…) ลองเข้าที่นี่ก็ฮาดี มีอีกคำที่ติดใจ “ห่าดง” กับ “ห่าจวก” …ทำไม “ห่า” กันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเติม suffix ด้วย…

 

anyway เราไม่แปลกใจที่ว่าทำไมพนมเทียนถึงไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มัน “สุดยอด” สำหรับเขาเท่าศิวาราตรี เพราะเนื้อเรื่องอ่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงจุด climax อย่างตอนที่เข้าไปช่วยแงซายชิงบัลลังก์ …ขนาดจะตามล่า “ไอ้กุด” หรือ “ไอ้แหว่ง” เนี่ยะ เขียนได้ตั้ง ๔ – ๕ เล่ม แต่บทแงซายจะได้เมืองคืน ๒ – ๓ เล่มก็จบแล้ว …ยิ่งตอนเผาแม่มดวาชิกา เราว่าง่ายไปนะ …ลากออกมา เผาจบ… อ้าว มันต้องมีเหตุอะไรทำไม “มังมหานรธา” ถึงได้แค้นนังแม่มดนี่นัก แต่ก็ไม่ได้พูดถึง นังแม่มดตนนี้แทบจะไม่มีบทบาทอะไรเลย เช่นเดียวกับ “แม่มดวาชิกา” ในเรื่องศิวาราตรีก็เหมือนกัน  …มีแค่ชื่อ แต่ไม่มีบทบาท… หรืออย่างทับทิมของขโมดดงนั่น ก็พันพลาสติกเก็บไปแล้วลืมไปเลย

นอกเรื่องอีกนิด เราชอบคำนิยมของหนังสือชุดนี้พอสมควรเลยล่ะ …อ่านๆไปก็สนุกดี เหมือนอ่านนิยายซ้อนนิยาย… ทุกคนต้องเล่าความเป็นมาของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับเพชรพระอุมา อย่างอ.เฉลิมชัยก็โดนแม่เอาหนังสือไปเผา บางคนก็ต้องไปยืมเพื่อนอ่าน บลาๆ แต่เห็นคำนิยมที่เราว่าเขียนได้สนุกที่สุดก็คงเป็นคำนิยมของ “ผาด พาสิกรณ์” หรือ วิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณภูมิ ลูกชายของพนมเทียน …แสดงบรรยากาศในครอบครัวได้น่ารักดี โดยเฉพาะเสียงเครื่องพิมพ์ดีด “คาชิ๊ง” นึกภาพออกทันที ส่วนคำนิยมสุดยาวของเมธา ธรรมพนิชวัฒน์ นั้น ดูจะเป็นคำนิยมที่ตรงใจเรามากที่สุด …ชี้ช่องให้เห็นทั้งข้อเสียและข้อดี…

 

 

ส่วนตัวละคร ไม่ได้ฟินไปกับรพินทร์ ไพรวัลย์ หรือดาริน วราฤทธิ์อะไร …จริงๆอ่านๆไปเราก็ยังงงอยู่ว่าไปรักกันตอนไหน ๕๕๕๕ เพราะดูจะเป็นคู่กัดกันมาแต่ต้น อยู่ๆก็โดนรพินทร์กระชากตัวลงไปจูบซะงั้น… หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นก็ไม่รู้

รพินทร์ ไพรวัลย์ …เทพแห่งการเดินป่า… ซุปเปอร์พรานผู้เคร่งสัจจะ อ่านๆไปไม่ได้ชอบ character นี้แบบสุดๆเหมือนนิยายไทยส่วนมาก แต่ก็ถือว่าโอเคอยู่นะ ไม่ได้เลวร้ายมากอะไร อย่างเดียวที่เรารู้สึกคือน่าหมั่นไส้ ดูเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ได้ ชอบพูดแบบ “ดอกฟ้ากับหมาวัด” อยู่นั่นแหละ อารมณ์ครึ้มอกครึ้มใจก็น่ารักซะ อารมณ์จะถ่อมตัวก็บอกว่าผมเป็นพรานป่า บลาๆ …ไม่ทำอะไรให้ชัดเจน… พอมาอ่านภาค ๒ เราก็ว่ารพินทร์เป็นสุภาพบุรุษแบบแปลกๆนะ …มีสุภาพบุรุษที่ไหนเอามือไป “ฟาดเบาๆ” ที่แก้มก้นของเบลจนสะเทือนยวบ… แล้วพอเบลหันมาโวยวายก็ว่า “ผมไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าคุณหรือคริสก็ตามเป็นเหมือนเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง และเราก็ร่วมเป็นร่วมตายสนิทสนมกันที่สุด วิสาสะของผมอาจเกินขอบเขตไป” …เอ่อ ผู้ชายเขาเล่น “ฟาดเบาๆ” ที่แก้มกันกับเพื่อนเหรอคะ -_-!!!

anyway เข้าใจอารมณ์ของดารินเลยที่ว่า …มีรพินทร์อยู่ อะไรก็ไม่ต้องกลัว… ธรรมชาติของผู้หญิงล่ะนะ มีคนให้พึ่งได้ในทุกสถานการณ์ ยังไงก็อุ่นใจกว่า

แงซาย …กวนจริงๆ… จะพูดจะเอ่ยแต่ละที ต้องรอให้มีเหตุเสียก่อน แต่ชอบนะ ชอบตรงที่ขัดหูขัดตารพินทร์เนี่ยะแหละ

เชษฐา …จริงๆเฉยๆกับคนนี้ แบบว่าเกินไป he perfect เกิน เหมือนไม่ใช่ปุถุชนคนธรรมดา น่าจะเป็นพระมากกว่าเลยรู้สึกไม่สมจริงสมจังอะไร… จนกระทั่งได้ search เจอ นี้  [กระทู้พุ่งประเด็น] คุณชายเชษฐา เป็นgayหรือไม่? …อ่านๆไปก็คิดตาม เออจริงแฮะ ๕๕๕๕๕๕…

นอกจากนี้ยังไปเจอ comment ที่เชียร์คู่รพินทร์กับแงซาย ในเว็บ dek-d อีก …ตอนแรกที่คิดว่าจิ้นไปได้ไง character แต่ละคนไม่น่าเลยนะ แต่พอมีคนมาสะกิด idea แล้วยิ่งไปอ่านในหนังสือ สังเกตเก็บรายละเอียดแล้วก็พบว่า …เห็นด้วย คู่นี้น่าจิ้นจริงๆแหละ… ก็แหม คำพูดคำจาของผู้กองกับกะเหรี่ยงผู้ลึกลับคนนี้ ไหนจะ “ผมรักผู้กอง” “ผมมีสิทธิ์จะเป็นห่วงผู้กองเหมือนกัน” “ถึงข้าจะรักพรานใหญ่ หรือพรานใหญ่จะรักข้าสักเพียงไหน” แม้แต่ตอนที่รพินทร์โดนแมงมุมกัด และตื่นขึ้นมาเจอแงซายที่คิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว พนมเทียนก็บรรยายไว้ว่า “บัดนั้น หัวใจของรพินทร์ ไพรวัลย์ ฉีดแรงแม้เค้าหน้าจะอยู่ในอาการสงบ แต่อาการของความปีติปราโมทย์ก็ยากที่จะซ่อนเร้นได้ จากดวงตาที่สอดประกายออกมาในขณะที่มองสำรวจไปตลอดทั้งเรือนกายของเจ้าคู่ปรับ” แถม ในหนังสือยังบรรยายถึงแงซายว่าเป็น “กะเหรี่ยงโฉมงาม” อีกตะหาก … เชียร์ให้จิ้นสุดใจขาดดิ้นเลยทีเดียว ๕๕๕๕๕๕…

(ออกนอกเรื่อง เวิ่นเว้อไปไกล แต่เราว่าดูๆแล้วรพินทร์เป็นไบล่ะค่ะ… ๕๕๕๕๕)

ดาริน …เป็น character ผู้หญิงที่เราว่าตลก …เป็นคุณหมอที่ทำข้าวต้มแล้วใส่ผงชูรส… ดูขึ้นๆลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ไงไม่รู้ ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย หรือว่ามันเป็นการถ่ายทอดธรรมชาติของผู้หญิงในสายตาผู้ชายก็ไม่รู้ ๕๕๕๕๕ …ก็เลยไม่ชอบนางเอกเท่าไหร่… ตลกตอนที่บอกว่าเริ่มชอบตั้งแต่ร้องเพลงนิ้งหน่องน่ะแหละ และก็มีสิทธิ์ที่ว่าดารินจะเป็น sadism นะ ชอบตบจ๊าง …มือหนักไปไหนแม่คุณ… (ตรงข้ามกับรพินทร์ รายนั้นเป็น masochist ค่ะ ดารินตบปั๊บ ฮีจูบปุ๊บ -_-!!! …เออ เข้ากันดีเนอะ ๕๕๕๕….)

มาเรีย …นี่ก็แปลก ผู้หญิงแปลกมาก… บางขณะก็ดูมีความคิดความอ่านดี บางขณะก็ตรงกันข้าม และกวนจริงๆ ก็คงจะเหมือนที่ดารินว่า “คงได้ตบกันเข้าสักวัน” ๕๕๕๕๕๕ …ถึงแม้จะเหมาะกับไชยยันต์ขนาดไหน แต่เราว่าก็น่าสงสารอยู่ดีที่ต้องคู่กับคนแบบนั้น…

ไชยยันต์ …กับตัวละครตัวนี้ก็เฉยๆ… มาเกลียดขี้หน้าเอาก็ตอนที่ไปข่มขืนมาเรียน่ะแหละ ถึงในหนังสือจะพยายามจะบอกว่าเป็นเพราะรักมาก เลยหึงมาก แต่ยังไงมันก็ไม่เห็นจะเข้าท่าเลยในความคิดของเรา เพราะความรักที่ถูกต้องควรจะเป็นการปรารถนาดีแบบคำพิพากษาของศาลในคดีเจนจิราที่ว่า “ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรักความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิดและการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก” …เป็นผู้ชายที่โหดร้ายมาก และก็ทำตัวหน้าหมั่นไส้ได้ทุกสถานการณ์ ยิ่งตอนหลังๆเรายิ่งเกลียดมากขึ้นไปอีก เป็นผู้ชายที่เหมาะกับมาเรียจริงๆนั่นแหละ…

หมู่พรานทั้งหลาย นอกจากบุญคำ ส่างปา และคะหยิ่นแล้ว คนอื่นๆก็ไม่ค่อยจะมีบทบาทกันเท่าไหร่นัก ตัวละครหลักก็คงเป็นตาบุญคำ พรานแก่ที่มีเมียเด็กคราวละหลายๆคน และยังทำทะลึ่งกับมาเรียอีกตะหาก แถมยังเป็นหมอผีที่เก่งกาจพอตัวอีกด้วย …มีบุญคำก็ดีนะ เนื้อเรื่องครึกครื้นขึ้นอีกเยอะเลย… ส่วนส่างปา นี่แอบสงสัยทำไมถึงได้เทิดทูนมาเรียนเหมือนแม่ก็ไม่รู้ ต่อให้จะรักกันแค่ไหนก็เถอะ มาเรียก็อายุน้อยกว่าตั้งเยอะ แถมมาเรียก็ยังคิดจะรับส่างปาเป็นลูกบุญธรรมอีกแน่ะ และสุดท้ายคะหยิ่น ตอนแรกแอบรำคาญนะ ตอนที่ไปปราบงูใหญ่แล้วเจอคะหยิ่นในตอนแรกๆ แต่ตอนหลังมาก็โอเค ไม่มีอะไร

 

Finally ผ่านไปเกือบ ๒ เดือนเราก็อ่านเพชรพระอุมาจบ …ช่วงที่อ่านภาค ๒ นี่แบบ อ่านผ่านๆ อ่านลวกๆให้จบๆไป เพราะดิฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องบนเตียงของใครต่อใครขนาดน้าน …โดยเฉพาะรพินทร์น่ะค่ะ focus แต่เรื่องอย่างว่าของ he ตลอด… เลยหยุดอ่านไปเกือบเดือนก่อนจะค่อยๆมาอ่านใหม่

 

ตัวละครภาค ๒ ที่สำคัญก็เห็นจะเป็นอิซาเบลกับคริสตินา ซึ่งก็บ้าดีเดือดพอๆกัน น่าหมั่นไส้ทั้งคู่ ถ้าเราเป็นรพินทร์เหรอคงได้ดับกันไปข้างนึงตั้งแต่สัปดาห์แรกละ …ไม่ comment อะไร เพราะเราว่าตัวละครไม่น่าสนใจเลย แม้ว่าถึงขนาดต้องวางยาเพื่อปล้ำรพินทร์ก็เถอะ

 

 

ส่วนเรื่องความสมจริง เราก็อ่านมาด้วยความที่เป็นนิยายสนุกๆเนี่ยะแหละ อ่านมาตลอดแล้วมาสะดุดตอนที่ดารินเอาบรามาทำเป็นผ้าพันแผลให้รพินทร์เนี่ยะแหละ …ก็เปียกน้ำไปทั้งตัวแล้ว ยังไงบราก็สกปรกเหมือนกันน่ะแหละ… ก็เนอะ เอาน่ะ นิยายก็คือนิยาย อ่านเป็นบันเทิงคดีประโลมโลกจินตนาการต่อไปละกัน

สุดท้ายก็คงยอมรับกับพนมเทียนที่ว่านอกจากเล่ม ๑ แล้วรายละเอียดในเรื่องทั้งหมดไม่ได้ก๊อป Haggard มาล่ะค่ะ… สนุกกว่าของ Haggard เยอะเลย

 

 

ป.ล. ตอนที่นักเรียนเห็นเราอ่านเล่ม ๗ นักเรียนก็บอกว่า …เนี่ยะเพื่อนผมบอกว่ามันเป็นนิยายอิโรติค… เราก็ปฏิเสธไปว่า “ไม่นิ่นา ก็นิยายผจญภัยปกตินะ” …ตอนหลังอ่านๆไป เออเนอะ อิโรติคจริง ๕๕๕ ประมาณเรท “น ๑๕+”

ป.ล.๒ ทั้งศิวาราตรีและเพชรพระอุมา ต่างก็มี “บทอัศจรรย์” ให้พบเป็นระยะๆ เราก็เลยอยากรู้ว่า…งั้น “คิมหันต์สวรรค์หาย” ที่ว่าเป็น erotic art ของพนมเทียนล่ะจะเป็นยังไง …อ่านจบ อืมมมม เฉยๆนะ… (แต่พอเรียกเลือดกำเดาได้เหมือนกัน ๕๕๕๕)

ป.ล.๓ ทำไมทั้งเสือทั้งผู้หญิงเรื่องนี้ชอบร้อง “อ๊าว” …ไม่ร้อง “ว้าย”… มันทำให้เรารู้สึกขำมากเวลาที่อ่านเจอคำว่า “อ๊าว” แต่ละทีเนี่ยะ ๕๕๕๕

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 25 other followers